





การเสริมหน้าอก นับได้ว่า เป็นการทำศัลยกรรมเสริมความงามที่นิยมกันมากที่สุดอย่างหนึ่ง เนื่องจากการมีหน้าอกที่สวยงาม สมส่านนั้น เป็นการแสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง ดังนั้น ขนาดและรูปทรงของหน้าอก จึงถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดสำหรับผู้หญิง การเสริมหน้าอกจึงมีผลกระทบทางบวกในเชิงจิตวิทยา สำหรับผู้หญิงที่มีขนาด เต้านมที่เล็ก หรือ หย่อนยาน ไม่ได้สัดส่วน
ใครสามารถทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกได้บ้าง?
ทุกคนที่มีสุขภาพร่างากายสมบูรณ์ แข็งแรง สามารถทำได้
ชนิดของวัสดุที่นำมาเสริมหน้าอก ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
มีการนำวัสดุ 2 ชนิด มาใช้ในการเสริมหน้าอก
1. ซิลิโคน แบบเจล
2. ถุงน้ำเกลือ ซึ่งทั้ง 2 ชนิดได้รับการรับรองแล้วว่า มีความปลอดภัยสูงสุด
ขั้นตอนในการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกเป็นอย่างไร?
การเสริมหน้าอกสามารถทำได้แบบผู้ป่วยนอก (ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล) ถึงแม้การทำผ่าตัด อาจใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที แต่จะต้องมีขั้นตอนในการเตรียมการทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด รวมแล้วอย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ป่วย
การลงบาดแผลผ่าตัดเสริมหน้าอกสามารถทำได้กี่วิธี อะไรบ้าง?
การลงบาดแผลผ่าตัดสามารถทำได้ 3 ตำแหน่งด้วยกัน คือ
1. ส่วนใต้ฐานเต้านม : เป็นตำแหน่งที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากบาดแผลจะหายได้เร็ว และง่ายต่อการวางตำแหน่งของวัสดุให้สวยงามสมส่วน
2. รอบปานนม
3. รักแร้
สิ่งที่คาดว่าจะได้รับหลังการทำผ่าตัดเสริมหน้าอก คืออะไร?
แพทย์จะให้ผู้ป่วยสวมใส่ผ้ารัดกระชับรูปทรงหน้าอกในช่วงประมาณ 1 อาทิตย์แรก และนัดติดตามผล เพื่อตัดไหม 5-7 วันหลังการผ่าตัด งดการเคลื่อนไหวแขนบ่อย ๆ ในช่วงอาทิตย์แรก อาจพบรอยบวม ช้ำในช่วง 1-2 อาทิตย์แรก และจะหายไปในสัปดาห์ที่ 3 ผู้ป่วยจะได้รับการสอนเทคนิค การนวดคลึงเต้านมซึ่งจะเริ่มทำในช่วงสัปดาห์ที่ 2 หลักการผ่าตัด เพื่อป้องกันการเกิดเนื้อเยื่อพังผืดเกาะเต้านม
Breast Reconstruction เป็นวิธีการผ่าตัดสร้างสร้างเต้านม เพื่อทดแทนเต้านมที่ตัดทิ้งไปในรายที่เป็นมะเร็งเต้านม อุบัติเหตุ หรือความพิการแต่กำเนิด เช่น Poland's syndrome โดยจะมีการสร้างขนาด รูปร่างของเต้านม รวมถึง หัวนมและลานหัวนม
มีผู้หญิงจำนวนมากที่ตัดเต้านมทิ้งไปสามารถที่จะมีเต้านมใหม่ได้ ส่วนผู้ที่มีการตัดเฉพาะก้อนเนื้อออกไปไม่จำเป็นต้องมีการสร้างเต้านมขึ้นมาใหม่ ( Conservative Breast surgery) ซึ่งอาจจะต้องมีการรักษาอื่นร่วมด้วย รวมถึงการดูแลติดตามหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลเหล่านี้เป็นทางเลือกใหม่เพื่อใช้ในการตัดสินใจ และควรมีการปรึกษาโดยตรงกับ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ของท่านร่วมด้วย
ทางเลือกใหม่ของการสร้างเต้านมใหม่
ทุกๆปีจะพบว่ามีผู้หญิงอเมริกันกว่า 200,000 คนพบว่าเป็นมะเร็งเต้านม วันนี้จะได้ทราบถึงการรักษาที่แตกต่างจากในอดีตผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจจะมีการตัดเฉพาะส่วนที่เป็นก้อนเนื้อออก หรือบางคนอาจมีการตัดเต้านมออกทั้งหมด แต่ยังสามารถที่จะสร้างเต้านมขึ้นมาใหม่ได้โดยมีการปรึกษากับศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ก่อน เพื่อมีการวางแผนในการรักษา
เป้าหมายในการสร้างขึ้นมาใหม่
1. เพื่อความสมดุลย์ในการสวมใส่ชุดชั้นใน
2. เพื่อทำให้มีเต้านมอย่างถาวร
3. เพื่อความสะดวกสบายกับผู้ที่ไม่ต้องการใส่ของเทียมไว้ภายนอก
เต้านมที่สร้างขึ้นมาใหม่กับเต้านมที่มีอยู่อาจมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ถ้ามีการสวมชุดชั้นในคุณจะมีภาพลักษณ์ที่ดูดีขึ้นมาก เมื่อเปรียบกับการตัดเต้านมเพียงอย่างเดียว
ในการตัดสินใจควรจะได้รับข้อมูลอย่างละเอียดก่อนโดยพูดคุยกับแพทย์ถึงสิ่งที่ดีที่สุด ผลลัพธ์ และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
ข้อควรพิจารณาในการสร้างเต้านมใหม่
การผ่าตัดที่ทำมานานแล้วก็สามารถสร้างเต้านมใหม่ได้โดย
1. การ ใส่เต้านมเทียม( Mammary Prosthesis)
2. การใช้แผ่นผิวหนังเนื้อเยื่อของตัวเอง(Skin Flap) โดยจะมีการตัดแผ่นเนื้อเยื่อ ที่มี ผิวหนัง ไขมันและกล้ามเนื้อ จากส่วนท้อง (TRAM flap) หลัง (LD flap) หรือบริเวณอื่นของร่างกาย ย้ายมาอยู่บริเวณหน้าอก
3. หรืออาจจะทำทั้งสองอย่าง
การสร้างเต้านมใหม่ในรายที่เป็นมะเร็งเต้านม
การ สร้างเต้านมใหม่สามารถทำได้เลยหลังจากที่มีการตัดเต้านมทิ้ง(Immediate Reconstruction) โดยเนื้อเยื่อบริเวณหน้าอกต้องไม่ได้รับความเสียหายจากการ ฉายแสง หรือมีบาดแผล และการผ่าตัดไม่ควรใช้เวลานานเกินไป ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น2ทีม โดยทีมแรกจะทำการตัดเต้านมร่วมกับการหาเส้นเลือดเพื่อเตรียมทำการตัดต่อภายใต้กล้องกำลังขยายสูง (Microvascular surgery) ส่วนทีม2จะไปเตรียมเนื้อส่วนที่จะมาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ใช้ก็คือ เนื้อหน้าท้องต่ำกว่าสะดือ (DIEP flap harvesting)
ปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจ
1. สุขภาพร่างกาย : ควรแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว
2. ระยะของการเกิดมะเร็งเต้านม : ควรเป็นในระยะเริ่มต้น คือ ระยะ1หรือ 2
3. ขนาดเต้านมที่มีอยู่ : ต้องมีขนาดเหมาะสม ไม่ใหญ่เกินไป
4. ลักษณะของเนื้อเยื่อที่นำไปใช้ เช่น ถ้ามีรูปร่างผอมมากอาจจะไม่มีเนื้อส่วนเกินมาใช้ได้
5. ความต้องการมีรูปร่างที่เข้ากันได้ เป็นธรรมชาติ
6. ประเภทของการผ่าตัด: เป็นการผ่าตัดใหญ่ ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการผ่าตัดเสริมหน้าอกแบบธรรมดาที่ใช้การเสริมซิลิโคน
7. ขนาดของเต้านมเทียม และเต้านมที่จะสร้างใหม่
ปัจจัยอื่นที่ใช้ในการตัดสินใจ
1. ต้องมีการสมัครใจในการทำผ่าตัด
2. การมีแผลเป็นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้หลังผ่าตัด
3. ควรปรึกษาแพทย์ผู้เกี่ยวข้องหากมีประวัติเลือดออกผิดปกติหรือมีแนวโน้มว่าจะเป็นแผลเป็น
4. ความสามารถในการหายของแผลอาจน้อยลงจาก การเคยผ่าตัดมาแล้ว การให้เคมีบำบัด การฉายแสง การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคเบาหวาน การใช้ยาหลายชนิด และปัจจัยอื่น
การสร้างเต้านมใหม่ด้วยวิธีต่างๆ
การใช้เต้านมเทียม (Mammary Prosthesis)
ที่ใช้กันมากเป็นซิลิโคนชนิดเติมน้ำเกลือ และซิลิโคนชนิดเป็นเจล จากการศึกษาที่ผ่านมาเต้านมเทียมไม่จะไม่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ขั้นแรก การสร้างเต้านมใหม่ทันที หลังจากผ่าตัดเต้านมออกไปแล้ว ศัลยแพทย์จะใส่เต้านมเทียมเข้าแทนที่เท่ากับขนาดเนื้อเยื่อที่ตัดออกไป
ขั้นสอง การสร้างเต้านมขึ้นภายหลังจากผิวหนังบริเวณหน้าอกราบเรียบจะมีการใส่วัสดุเข้าไปใต้กล้ามเนื้อให้เนื้อเยื่อมีการขยายตัว(Tissue Expander) หลังจากที่ผิวหนังบริเวณหน้าอกมีการขยายตัว จะมีการนำวัสดุออกแล้วมีใส่เต้านมเทียมเข้าไปแทนที่
การสร้างเต้านมใหม่ด้วยแผ่นผิวหนัง (Skin Flap)
โดยจะใช้เนื้อเยื่อจาก หน้าท้อง หลัง ต้นขา หรือ จากก้น มาสร้างเป็นเต้านม เดิมมีการผ่าตัดอยู่ 2 ชนิดที่ใช้แผ่นผิวหนัง มาสร้าง คือ TRAM flap ซึ่งจะใช้แผ่นผิวหนังบริเวณหน้าท้อง และ Latissimus dorsi flap ซึ่งจะใช้แผ่นผิวหนังบริเวณหลังช่วงบน การผ่าตัดจะมีแผล 2 ที่ จากแผ่นผิวหนังที่นำไปใช้ กับเต้านมที่สร้างใหม่ อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นเช่น ไส้เลื่อน4-9% กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความแตกต่างของขนาดและรูปร่างของเต้านมทั้ง 2 ข้าง
TRAM (transverse rectus abdominis muscle) flap: การใช้ส่วนที่เป็นแผ่นผิวหนังไขมัน กล้ามเนื้อ ที่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยง จากหน้าท้อง ย้ายมาสร้างเป็นรูปร่างเต้านมใหม่โดยไม่ต้องใช้วัสดุแปลกปลอมใดๆ จะทำได้ 2 วิธี คือ
1. Pedicle flap ใช้แผ่นผิวหนังที่ยังมีเส้นเลือดไปเลี้ยง สอดไปใต้ผิวหนังที่มีช่องว่างบริเวณหน้าอก
2. Free flap ตัดส่วนที่เป็นผิวหนังไขมัน เส้นเลือด และ กล้ามเนื้อ โดยมีการต่อ เส้นเลือด บริเวณส่วนหน้าอกโดยอาจจะต้องใช้กล้องขยายมามาใช้ในการต่อ ซึ่งจะใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า Pedicle flap แต่จะมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า
Latissimus dorsi flap การย้ายแผ่นผิวหนังไขมัน เส้นเลือด และ กล้ามเนื้อ บริเวณแผ่นหลังด้านบน สอดมาใต้กล้ามเนื้อด้านหน้าของหน้าอก ที่มีการทำให้ขยายตัว บางท่านอาจจะมีความรู้สึกเมื่อยล้าบริเวณ หลัง หัวไหล่ และแขน ได้หลังการผ่าตัด มักต้องใส่ถุงซิลิโคนร่วมด้วย
เมื่อ ค.ศ. 1989 โดย Dr. Isao Koshima เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งท่านแรกที่ได้ทำการผ่าตัดตกแต่งแก้ไขขาหนีบและลิ้น โดยใช้ Paraumbilical free flap without muscle ซึ่งก็คือ Free deep inferior epigastric flap (DIEP) นั่นเอง ทำให้donor morbidityลดลงอย่างมากเพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องยังแข็งแรงเหมือนเดิม และได้พัฒนามาใช้ในการผ่าตัดเสริมเต้านมคนไข้หลังตัดเต้านม โดยมีรายละเอียดดังนี้
DIEP (deep inferior epigastric artery perforator) flap: เป็นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่ ที่ใช้ผิวหนังเช่นเดียวกับ TRAM flap โดยมีการใช้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องย้ายมาใส่บริเวณหน้าอกซึ่งแต่จะมีการต่อเส้นเลือดที่มาเลี้ยงส่วนหน้าอกที่ลึกกว่าโดยใช้กล้องขยายช่วย ใช้เวลาในการผ่าตัดนานกว่าวิธีอื่น
Gluteal free flap: เป็นวิธีใหม่อีกวิธีหนึ่งที่ใช้เนื้อบริเวณก้นย้ายมาทำเป็นเต้านมใหม่ ที่ไม่สามารถใช้เนื้อบริเวณท้องมาใช้ได้เนื่องจากผอมมาก
การสร้างหัวนมและลานหัวนม
ทำภายหลังจากการสร้างเต้านมแล้ว 3-4 เดือน เพียงฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น การทำหัวนมโดยใช้หัวนมข้างที่เหลือ ใบหู หนังตา ขาหนีบ ต้นขาด้านใน หรือจากก้น ส่วนการทำลานนมรอบๆจะใช้วิธีการสักสีเพื่อให้ได้มีสีตามธรรมชาติ
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
คุณสามารถที่จะปรึกษาการสร้างเต้านมใหม่ตั้งแต่ทราบว่าเป็นมะเร็งเพื่อการวางแผนที่ดีที่สุดโดยมีการเช็คประวัติการรักษาตรวจร่างกายเพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับอายุ สุขภาพ สรีระ ร่างกาย การดำรงชีวิต และจุดมุ่งหมาย
รายละเอียดของวิธีการผ่าตัด
- วิธีการวางยาสลบ
- บริเวณที่จะใช้ผ่าตัด
- ความคาดหวังหลังผ่าตัด
- การวางแผนเพื่อติดตามผล การเตรียมตัว
- คำแนะนำในการรับประทานอาหาร
- คำแนะนำในการเลิกสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ใช้มาระยะนึงก่อนการผ่าตัด ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
- เลือดซึม
- เกิดอาการปวดและบวม
- การเกิดแผลเป็น
- การติดเชื้อ
- มีเนื้อตายเกิดขึ้น
- ความรู้สึกสัมผัสเปลี่ยนไป
- ปัญหาที่เกิดขึ้นจาการวางยาสลบ
ความเสี่ยงในผู้ที่สูบบุหรี่ : การใช้ยาสูบจะทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อน้อยลง ทำให้หายช้าอาจเกิดแผลเป็นและใช้เวลาพักฟื้นนาน
ความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อ : อาจจะเกิดขึ้นได้หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์แรก ถ้าเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อที่ใส่เข้าไปจะต้องนำออกก่อนหลังจากที่รักษาการติดเชื้อแล้วก็สามารถใส่เข้าใหม่ได้ในเวลาต่อมา
หลังผ่าตัดสร้างเต้านมใหม่
สำหรับผู้ที่ได้รับการใส่เต้านมเทียม ควรได้รับการตรวจหาความผิดปกติทุกๆ 3 ปีหลังผ่าตัด และทุกๆ 2 ปีหลังจากไม่พบความผิดปกติใดๆ
การมีเต้านมใหม่ กับ การเกิดซ้ำของมะเร็ง
จากการศึกษาที่ผ่านมาการมีเต้านมใหม่ไม่มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำ อย่างไรก็ตามควรมีการตรวจเอกเรย์คอมพิวเตอร์กับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคโดยเฉพาะ อย่างต่อเนื่อง และควรได้รับการแนะนำจากแพทย์ และ พยาบาล ในการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
เสริมหน้าอก...เพื่อทรวงอกที่สวยงาม ได้สัดส่วน
หน้าอก เป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ความเป็นสตรีเพศและช่วยเพิ่มความงามของร่างกายได้อีกจุดหนึ่ง การมีหน้าอกที่สวยงามได้ขนาดพอเหมาะยังเป็นส่วนเพิ่มความมั่น ใจในการใช้ชีวิตในสังคม การผ่าตัดเสริมทรวงอกจึงเป็นการผ่าตัดที่นิยมและถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านเทคนิคและวัสดุที่ใช้ในการเสริมหน้าอก ปัจจุบันสามารถทำได้อย่างปลอดภัยผลการรักษาเป็นที่พอใจสูง
ถุงนมเทียมที่ใช้ในการเสริมทรวงอก ปัจจุบันที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือ
1.ชนิดน้ำเกลือ
2.ชนิดซิลิโคนเจล
ขั้นตอนการเสริมหน้าอก...และการดูแลหลังการผ่าตัด
- ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดเสริมหน้าอก จึงต้องตรวจสุขภาพร่างกาย สภาพหน้าอก วัดขนาด เลือกชนิด และขนาดถุงที่พอเหมาะ รวมถึงการตรวจเลือดก่อนการผ่าตัด
งดอาหารและน้ำก่อนการผ่าตัด อย่างน้อย 6 ชั่วโมง
- แผลผ่าตัดส่วนมากจะอยู่ที่รักแร้ ปานนม ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วย
ถุงนมเทียมจะวางอยู่ใต้เนื้อเต้านมหรือใต้ฐานนม ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของผู้ป่วยแต่ละรายและแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม แผลผ่าตัด ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จะติดสนิทและตัดไหมได้
- เมื่อการผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อย ต่อไปก็เป็นขั้นตอนของการดูแลหลังการผ่าตัด คุณจะต้องนอนพักในโรงพยาบาล ประมาณ 1 วัน เพื่อแพทย์จะได้ดูแลเรื่องอาการปวดบวมรวมทั้งอาการทั่วไป เมื่ออาการทั้งหลายคงที่แล้ว คนไข้สามารถกลับบ้านได้ และแพทย์จะนัดมาตรวจหน้าอก และตัดไหมในอีกประมาณ
1 สัปดาห์
แต่การดูแลที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งที่คนไข้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ การนวดหน้าอก ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายจะสร้างพังผืดมาล้อมตัวถุงนมเทียมไว้เสมอ หาก ถูกล้อมไว้จนแคบเกินไปหน้าอกอาจจะเกิดอาการตึงแข็งได้หรือบางครั้งมีการบิดเบี้ยวของเต้านม
ดังนั้นแพทย์จึงมักจะกำชับให้คนไข้หมั่นนวดคลึงหน้าอกเพื่อให้ถุงนมนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลาเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวและทำให้เต้านมสวยงามเป็นธรรมชาติ โดยการนวดนั้นควรต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี เป็นดีที่สุด
By http://www.yanhee.co.th

